1.
 
     หญิงชรา ผู้ซึ่งยังคงมีท่าทางกระฉับกระเฉง บรรจงประทับรอยจูบลงบนแท่นหินสี่เหลี่ยม มันไม่ได้ปรากฎเพียงรอยเดียว คราบไคล้ซ้อนทับหลายวงปาก กลายเป็นดวงด่างลึกลงไปในศิลา จนยากที่สายฝนแห่งกาลเวลาจะชำระล้างได้ 
 
     เด็กสาว มองดูอากับกิริยาของคุณย่าด้วยความสนใจ ชวนให้นึกถึงยุคสมัยโน้น ในครึ่งศตวรรษก่อน แม้จะนานแล้ว ที่เธอเพียงรับรู้จากการบอกเล่า รวมทั้งภาพและเสียงที่สามารถพบได้ง่ายดายใน youtube

           คลับคล้ายว่าบุคลิกของเขาคนนั้น ซ้ำในรูปรอยที่เธอเคยคุ้น ในภาพร่างของ รีเวอร์ ฟีนิกซ์, จอห์นนี่ เด็บป์, แบรด พิทต์ และ ล่าสุดในความมีเสน่ห์ลึกลับจากบทบาทแวมไพร์หนุ่ม ของ โรเบิร์ต แพทตินสัน
 
     แน่นอนเธอเคยฟังเพลงๆ หนึ่งจากวงพญาอินทรี ดิ อีเกิ้ล ในชื่อเพลง ซึ่งเป็นอันเดียวกับ ชื่อ-นามสกุล ของเขา ... ตอนนั้นได้แต่สงสัยในเสียงเพลงนั้น ที่เคยดังจากเครื่องเสียงของพ่อ

    แต่ ฮิลารี่ ดัฟฟ์ ต่างหากที่กระตุ้นต่อมเดินทางของเด็กสาว ด้วยการออดอ้อนคุณยายเพื่อเธอจะได้มาด้วยในครั้งนี้ เพลงนั้นชื่อ 

 
                                   "Mr. James Dean"  


 
 
 
 
 
 
 
 
    2.

     แท่นหินนั้นปรากฎอยู่ ใกล้ทางหลวงหมายเลข 466 เมืองโชเลม แคลิฟอร์เนีย บนทางแยกที่คดเคี้ยวเข้าไปยังสถานที่นั้น ยังปรากฎป้าย " SPEED LIMIT 55

     อย่าว่าแต่ไม่มีป้ายบอก ก็ยากที่ใครจะขับได้เร็วกว่านั้น เนื่องด้วยรถราที่ติดเป็นแพยาวคล้ายงูกินหาง ทำให้เคลื่อนตัวได้ช้าถึงช้ามาก แต่ทุกคนล้วนมีใบหน้าอันมุ่งมั่น แบบเดียวกัน 
 
     55 ปี ก่อนหน้า ความเร็วสูงสุดของสปอร์ทคาร์ ปอร์เช่ ยังทำไม่ได้เท่าปัจจุบันนี้ แต่มันก็เพียงพอให้เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้า อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว กลับแฝงด้วยแววตาแห่งความอิสระ และยิ่งทะนง หลงไหลในความเร็ว ต้องลงแข่งในสนามจนได้รับชัยชนะในรายการ ซึ่งยังทำให้ชื่อเสียงของเขาซึ่งมีอยู่แล้วในตอนนั้น โด่งดังขึ้นไปอีก

 
 
    3.
 
     ในวัยเพียง 9 ขวบ เมื่อแม่มาเสียชีวิตด้วยโรคร้าย วินตัน ดีน ผู้เป็นพ่อได้ตัดสินใจ ส่งเด็กชาย เจมส์ ไบรอน ดีน ไปอยู่กับญาติซึ่งเป็นลุงกับป้าที่เมืองเล็กๆ ในมลรัฐเดียวกันกับบ้านเกิด อินเดียน่า 
 
      ขณะเรียนเขาสนใจกิจกรรมมากกว่าตำรา โดยเฉพาะ 'ละครเวที' อันเป็นจุดเริ่มที่ทำให้เขาหลงไหลใน 'การแสดง'  เมื่อได้ย้ายไปอยู่กับพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยง ผู้หวังให้เขาเติบโตเป็นนักกฎหมายซึ่งเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง
 
     หลังจากเรียนจบมัธยม ด้วยวัยเพียง 18 ปี ภาพร่างของ "ความเป็นขบถ" ก็ฉายชัดในแววตา เขาไม่ชอบ "วิชาว่าความ" เท่ากับ "การได้แสดง" จึงตัดสินใจหนีจากมหาวิทยาลัยซานตาโมนิก้า ไปแคลิฟอร์เนีย  เพื่อเรียนการแสดงในชั้นมหา'ลัย นั้นทำให้เขาทะเลาะกับพ่อ จนต้องหนีออกจากบ้านในที่สุด
 
     จากเด็กรับรถในโรงถ่ายซีบีเอส ได้เล่นเป็นตัวประกอบในโฆษณา โคคา-โคล่า และเกมส์โชว์ ไม่เพียงพอต่อความก้าวหน้า

      เขามุ่งสู่นิวยอร์ค เรียนการแสดงชั้นสูงจาก สำนัก ลี สตราสเบิร์ก ผู้เป็นต้นแบบการสอนการแสดงอันเป็นตำนานที่เรียกกันว่า "Method" (การแสดงโดยไม่แสดง ด้วยการสวมจิตวิญญานเป็นตัวละครนั้นๆ)
     ในชั้นเรียนนั้นเอง ยังปรากฎนักแสดงที่มีชื่อเสียงจอมขบถ(อีกคน) แห่งยุคสมัยในกาลต่อมา ร่วมชั้นด้วย เขาคือ มาร์ลอน แบรนโด
 
    หลังจากได้บทที่ไม่เด่นในละครโทรทัศน์ โอกาสก็มาถึง เริ่มปี 1955 กับบท 'คัล แทรกส์' ใน East of Eden ทำให้เขาถูกเสนอเข้าชิงออสการ์เป็นครั้งแรก
 
   ภาพลักษณ์แห่งความเป็นคนหนุ่ม ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใครก็ปรากฎชัดในหนังเรื่อง Rebel Without a Cause และ Giant ในกาลต่อมา

    เขาใช้เวลา กับหนังเพียง 3 เรื่องในเวลาแค่ปีเศษเท่านั้น เพื่อให้ผู้คนได้จดจำภาพ ติดตรึงตรา ตลอดกาล
 
 
 
   4.
 
    ก่อนการมาถึง ของยุคฮิปปี้ที่แสนสับสน ในยุคแห่งเบบี้บูมเมอร์ ผู้คนกำลังเฉลิมฉลองให้กับ "ความฝันแบบอเมริกัน" แต่ลูกๆ ของพวกเขากำลัง(เริ่ม)เผชิญกับคำถาม แห่งความไม่แน่นอนของสถาบันหลัก
 
    นักแสดงที่มีภาพลักษณ์แตกต่างจากขนบเดิม ถูกทำให้เป็น 'ฮีโร่' ในสายตาของพวกเขา ในยุคดอกไม้แห่งเสียงเพลงแบบ 'ร็อคแอนด์โรล' กำลังเริ่มผลิบานในจังหวะอันร้อนแรง ที่คนรุ่นพ่อแม่ไม่คุ้นเคย
 
    หนุ่มนัยน์ตาปรือไม่สนใจโลก กับเสื้อผ้าเพียงเสื้อยืดที่ไม่สนใจในความยับย่น ซิกาแร็ทอันหมิ่นเหม่ถูกคาบบนริมฝีปากนั้นเสมอ เขาเป็นต้นแบบของทุกสิ่งในสายตาของเด็กหนุ่ม และหญิงสาว แม้กระทั้ง 'เกย์'
 
    ไม่ว่า เจมส์ ดีน จะสวมบทไหนเหมือนกับว่า เขาเอาจิตวิญญานนั้นไปจริงๆ แบบที่เป็น "คนห่าม ขวางโลก 
ผู้โดดเดี่ยว มีความเหงา แต่อบอุ่น ลึกซึ้ง เต็มไปด้วย เลือดเนื้อ และวิญญาณ"
 
 

 

 
 
 
 
 
 
    5.
 
    เปียร์ แอนจิลลี่ ดาราสาวชาวอิตาลี ซึ่งได้คบหามีความสัมพันธ์กับ ดีน ในช่วงหนึ่ง ที่ต้องเลิกรากันไปเพราะแม่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเขาไม่ได้เป็น "คาธอลิค" เช่นเธอ
   ต่อมาได้แต่งงานกับดาราอีกคน คือ วิค ดาโมน (แต่เลิกราในที่สุด)  ได้กล่าวถึง ดีน ว่า
 
 
   "เขาต้องการให้ฉันรักเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่จิมมี่ก็ไม่สามารถรักใครได้ ในแบบที่เขาต้องการจากคนอื่น"

 
    ในประโยคเนื้อหาบอกเล่าเดียวกัน ของความรักที่เติมไม่เคยเต็มของอดีตแฟนหนุ่ม เธอกลับบอกว่า
 
      "I loved Jimmy as I have loved no one else in my life"
 
 
       แถมยังประกาศซ้ำอีกว่า
 
     "ฉันรักคนๆ เดียวเท่านั้นตลอดชีวิตของฉัน ผู้ชายคนนั้น คือ เจมส์ ดีน"
 

 
 
 
      6.
 
      สนธยาขอบฟ้าเริ่มกลืนกินแสงแห่งวัน และทุกสรรพสิ่ง ณ วันนี้ ในอดีตกาลโพ้นไกล
 
      ด้วยความเร็วของรถเกิน 55 ไมล์ บนถนนหมายเลข 466 ช่วงเมืองโชเลม แคลิฟอร์เนีย   เจมส์ ดีน และช่างยนต์ของเขา รอล์ฟ วูเทอริช ได้ขับรถ Porsche 550 Spyder สีเงินเปิดประทุน อันมีตัวเลขประจำรถ 130 แลเห็นเด่นชัด  ที่เขารักมากถึงกับตั้งชื่อให้ว่า "Little Bastard"  ออกจากเมืองลอสแอนเจลิส เพื่อไปเข้าร่วมงานแข่งรถที่เมืองซาล